วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554

สวัสดีชาวRockทุกท่านครับ

มาทำความรู้จักกับดนตรี
Rock
ของเราก่อนเลย


ประวัติดนตรี ROCK


คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักดนตรี ROCK ผมว่าทุกคนน่าจะพอผ่านหูมาบ้างไม่มากก็น้อย

ผมเอาประวัิติดนตรี ROCK มาฝากกันนะครับ


THE STORY OF ROCKเมื่อปี 1955 ร็อคแอนด์โรลล์ (Rock 'n' Roll) ทำให้โลกดนตรีมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเกิดดนตรีรูปแบบใหม่ ซึ่งมีเนื้อหาทั้งหวาน ทั้งร้อนแรง โศกเศร้า จริงใจ เปิดเผย ผสมผสานกันด้วยความรุนแรง เร่าร้อน ดุดัน แต่บางขณะกลับอ่อนหวานเกินคาดเดา Rock 'n' Roll

เมื่อ Bill Haley and his Comets นำเพลง (We're Gonna) Rock Around the Clock ขึ้นอันดับ 1 ในบิลล์บอร์ดชาร์ท เมื่อวันที่ 9 ก.ค.1955 และอยู่ในตำแหน่งนั้นนานถึง 8 สัปดาห์ติดต่อกัน ดนตรี ร็อคแอนด์โรลล์ (Rock 'n' Roll) ได้เกิดขึ้นแล้ว Chuck Berry, Little Richar, Fats Domino, Bo Diddley, Ray Charles เป็นศิลปินผิวดำที่ร่วมสร้างดนตรีร็อคแอนด์โรลล์ขึ้นมาเมื่อกลางทศวรรษ ที่ 50 ด้วยเพลงร็อคดีๆมากมาย แต่ดูเหมือนร็อคแอนด์โรลล์จะขาดอะไรไปบางอย่าง

จน การมาถึงของหนุ่มนักร้องผิวขาวที่ชื่อ เอลวิส เพรสลีย์ (Elvis Presley) ต้นปี 1956 เอลวิส ในวัย 21 กับเพลง Heartbreak Hotel ที่ขึ้นอันดับ 1 ก็โด่งดังไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว เอลวิสมีเพลงฮิตหลายเพลงในปีนั้นเช่น Blue Suede Shoes, I Want You I Need You I Love You, Hound Dog, Don't Be Cruel, Love Me, Anyway You Want Me และ Love Me Tender ส่งผลให้เขากลายเป็นราชาร็อคแอนด์โรลล์ไปในทันที Carl Perkins, Jerry Lee Lewis, Buddy Holly, Gene Vincent, The Everly Brothers, Ricky Nelson, Roy Orbison เป็นศิลปินรุ่นต่อมาที่ได้ร่วมสร้างดนตรี ร็อคแอนด์โรลล์ให้แข็งแรงขึ้น
 


ดนตรี ร็อคแอนด์โรลล์ เกิดจากส่วนผสมของดนตรีหลายอย่างที่มีอยู่ก่อนหน้านั้น เช่น Country, Gospel, Blues และ Rhythm and Blues แต่ก็ต้องขอบคุณต่อเสน่ห์ของเอลวิส ที่ทำให้ร็อคแอนด์โรลล์โด่งดังและเติบโต มาได้ถึงทุกวันนี้ แต่แล้ว เมื่อต้นทศวรรษที่ 60 ดนตรี ร็อคแอนด์โรลล์ เกือบจะพบจุดจบ เพราะความคลั่งไคล้ในร็อคแอนด์โรลล์ ก่อให้เกิดการเลียนแบบอย่างไร้สาระ ถึงแม้จะมีศิลปินเกิดใหม่มากมาย แต่ก็ไม่ได้มีการพัฒนาอย่างจริงจัง คราวนี้ร็อคแอนด์โรลล์ต้องขอบคุณต่อหนุ่มชาวอังกฤษ 4 คน ในนามของ The Beatles British Invasion





บริ ทิช อินเวชั่น (Britiah Invasion) เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 1964 โดยคณะนักดนตรีจากอังกฤษจำนวนมากมาย นำรูปลักษณ์ และบทเพลงใหม่ๆ ออกท้าทายวงการร็อคแอนด์โรลล์ มันกลายเป็นการพัฒนาดนตรีร็อคครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด หลังจากเอลวิส เพรสลีย์ และนักดนตรีชาวอเมริกันหลายคนสร้างขึ้นมา แม้พวกเขาจะเป็นเพียงหนุ่มวัยรุ่น 4 คน ที่เกิดมาในครอบครัวของชนชั้นกรรมาชีพจากเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ แต่เมื่อได้รวมตัวกันในนามของ The Beatles และสร้างผลงานเพลงขึ้นมา พวกเขาก็ไม่ใช่แค่วงดนตรีธรรมดา

เดอะ บีเทิลส์ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่าง ไม่ใช่เพียงแค่ในวงการดนตรี แต่ยังหมายถึง แฟชั่น วัฒนธรรม ศิลปทุกแขนง ไปจนถึงการเมือง อิทธิพลของพวกเขาไม่ใช่แค ทรงผม ท่าทาง เสื้อผ้า หรือรองเท้าเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงแนวความคิด วิถีชีวิต และความเป็นอยู่ของคนรุ่นใหม่อย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ว่าจะมีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น

มีกลุ่มนักดนตรีจากอังกฤษจำนวนมาก มาย ที่ร่วมขบวนการมากับเดอะ บีเทิลส์ แต่ที่ได้รับความนิยมมาถึงปัจจุบันได้แก่ The Rolling Stones, The Kinks และ The Who รวมทั้งที่กลายเป็น ศิลปินเดี่ยวที่มีชื่อเสียง เช่น Jeff Beck, Steve Winwood, Van Morrison และ Eric Clapton ในขณะที่ British Invasion กำลังครอบครองวงการร็อคแอนด์โรลล์และวงการ พ็อพ (Pop) อย่างหนักนี้ ดนตรีอเมริกันเจ้าของเพลงร็อคแอนด์โรลล์ ก็เริ่มการโต้ตอบ กลับโดยดนตรี ริธึมแอนด์บลูส์ ( Rythm and Blues) ซึ่งเริ่มพัฒนามาเป็นเพลงร็อคเต็มตัว เช่นเพลงทั้งหมดจาก Motown ที่ ภายหลังถูกเรียกว่า เพลงโซล (Soul) อีกส่วนหนึ่งมาจากดนตรีของ The Beach Boys และที่สำคัญที่สุด มาจากนักร้องนักแต่งเพลงโฟล์คที่ชื่อ Bob Dylan แต่การต่อสู้ที่เข้มข้นบนอันดับเพลงในช่วงนี้ กลับเป็นการพัฒนาดนตรีร็อค ครั้งสำคัญที่สุด มันทำให้เพลงร็อคมีคุณค่าและเป็นที่ยอมรับของสังคมทั่วไป

The Rolling Stones



The Kinks




The Who




Jeff Beck




Steve Winwood



THE STORY OF ROCKเมื่อปี 1955 ร็อคแอนด์โรลล์ (Rock 'n' Roll) ทำให้โลกดนตรีมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเกิดดนตรีรูปแบบใหม่ ซึ่งมีเนื้อหาทั้งหวาน ทั้งร้อนแรง โศกเศร้า จริงใจ เปิดเผย ผสมผสานกันด้วยความรุนแรง เร่าร้อน ดุดัน แต่บางขณะกลับอ่อนหวานเกินคาดเดา Rock 'n' Roll

เมื่อ Bill Haley and his Comets นำเพลง (We're Gonna) Rock Around the Clock ขึ้นอันดับ 1 ในบิลล์บอร์ดชาร์ท เมื่อวันที่ 9 ก.ค.1955 และอยู่ในตำแหน่งนั้นนานถึง 8 สัปดาห์ติดต่อกัน ดนตรี ร็อคแอนด์โรลล์ (Rock 'n' Roll) ได้เกิดขึ้นแล้ว Chuck Berry, Little Richar, Fats Domino, Bo Diddley, Ray Charles เป็นศิลปินผิวดำที่ร่วมสร้างดนตรีร็อคแอนด์โรลล์ขึ้นมาเมื่อกลางทศวรรษ ที่ 50 ด้วยเพลงร็อคดีๆมากมาย แต่ดูเหมือนร็อคแอนด์โรลล์จะขาดอะไรไปบางอย่าง

จน การมาถึงของหนุ่มนักร้องผิวขาวที่ชื่อ เอลวิส เพรสลีย์ (Elvis Presley) ต้นปี 1956 เอลวิส ในวัย 21 กับเพลง Heartbreak Hotel ที่ขึ้นอันดับ 1 ก็โด่งดังไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว เอลวิสมีเพลงฮิตหลายเพลงในปีนั้นเช่น Blue Suede Shoes, I Want You I Need You I Love You, Hound Dog, Don't Be Cruel, Love Me, Anyway You Want Me และ Love Me Tender ส่งผลให้เขากลายเป็นราชาร็อคแอนด์โรลล์ไปในทันที Carl Perkins, Jerry Lee Lewis, Buddy Holly, Gene Vincent, The Everly Brothers, Ricky Nelson, Roy Orbison เป็นศิลปินรุ่นต่อมาที่ได้ร่วมสร้างดนตรี ร็อคแอนด์โรลล์ให้แข็งแรงขึ้น

ดนตรี ร็อคแอนด์โรลล์ เกิดจากส่วนผสมของดนตรีหลายอย่างที่มีอยู่ก่อนหน้านั้น เช่น Country, Gospel, Blues และ Rhythm and Blues แต่ก็ต้องขอบคุณต่อเสน่ห์ของเอลวิส ที่ทำให้ร็อคแอนด์โรลล์โด่งดังและเติบโต มาได้ถึงทุกวันนี้ แต่แล้ว เมื่อต้นทศวรรษที่ 60 ดนตรี ร็อคแอนด์โรลล์ เกือบจะพบจุดจบ เพราะความคลั่งไคล้ในร็อคแอนด์โรลล์ ก่อให้เกิดการเลียนแบบอย่างไร้สาระ ถึงแม้จะมีศิลปินเกิดใหม่มากมาย แต่ก็ไม่ได้มีการพัฒนาอย่างจริงจัง คราวนี้ร็อคแอนด์โรลล์ต้องขอบคุณต่อหนุ่มชาวอังกฤษ 4 คน ในนามของ The Beatles British Invasion

บริทิช อินเวชั่น (Britiah Invasion) เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 1964 โดยคณะนักดนตรีจากอังกฤษจำนวนมากมาย นำรูปลักษณ์ และบทเพลงใหม่ๆ ออกท้าทายวงการร็อคแอนด์โรลล์ มันกลายเป็นการพัฒนาดนตรีร็อคครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด หลังจากเอลวิส เพรสลีย์ และนักดนตรีชาวอเมริกันหลายคนสร้างขึ้นมา แม้พวกเขาจะเป็นเพียงหนุ่มวัยรุ่น 4 คน ที่เกิดมาในครอบครัวของชนชั้นกรรมาชีพจากเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ แต่เมื่อได้รวมตัวกันในนามของ The Beatles และสร้างผลงานเพลงขึ้นมา พวกเขาก็ไม่ใช่แค่วงดนตรีธรรมดา

เดอะ บีเทิลส์ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่าง ไม่ใช่เพียงแค่ในวงการดนตรี แต่ยังหมายถึง แฟชั่น วัฒนธรรม ศิลปทุกแขนง ไปจนถึงการเมือง อิทธิพลของพวกเขาไม่ใช่แค ทรงผม ท่าทาง เสื้อผ้า หรือรองเท้าเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงแนวความคิด วิถีชีวิต และความเป็นอยู่ของคนรุ่นใหม่อย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ว่าจะมีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น

มีกลุ่มนักดนตรีจากอังกฤษจำนวนมากมาย ที่ร่วมขบวนการมากับเดอะ บีเทิลส์ แต่ที่ได้รับความนิยมมาถึงปัจจุบันได้แก่ The Rolling Stones, The Kinks และ The Who รวมทั้งที่กลายเป็น ศิลปินเดี่ยวที่มีชื่อเสียง เช่น Jeff Beck, Steve Winwood, Van Morrison และ Eric Clapton ในขณะที่ British Invasion กำลังครอบครองวงการร็อคแอนด์โรลล์และวงการ พ็อพ (Pop) อย่างหนักนี้ ดนตรีอเมริกันเจ้าของเพลงร็อคแอนด์โรลล์ ก็เริ่มการโต้ตอบ กลับโดยดนตรี ริธึมแอนด์บลูส์ ( Rythm and Blues) ซึ่งเริ่มพัฒนามาเป็นเพลงร็อคเต็มตัว เช่นเพลงทั้งหมดจาก Motown ที่ ภายหลังถูกเรียกว่า เพลงโซล (Soul) อีกส่วนหนึ่งมาจากดนตรีของ The Beach Boys และที่สำคัญที่สุด มาจากนักร้องนักแต่งเพลงโฟล์คที่ชื่อ Bob Dylan แต่การต่อสู้ที่เข้มข้นบนอันดับเพลงในช่วงนี้ กลับเป็นการพัฒนาดนตรีร็อค ครั้งสำคัญที่สุด มันทำให้เพลงร็อคมีคุณค่าและเป็นที่ยอมรับของสังคมทั่วไป

Psychedelicปี 1967 วงการร็อคพัฒนาตัวเองไปอีกก้าวใหญ่ ถึงแม้ความจริง มันจะเป็นยุคแห่งความยุ่งยากทางการเมือง ยุคแห่งการเรียกร้องสันติภาพ ยุคแห่งการเติบโตของยาเสพติด แต่กลับกลายเป็นพลังให้ดนตรีร็อคพัฒนาตัวแทรกเข้าถึงดนตรีประเภทอื่นๆ และย้อนกลับมาเป็นดนตรีร็อคของพวกเขาอย่างเต็มภาคภูมิ Blues-Rock, Folk-Rock, Country-Rock เกิดขึ้นในช่วงนี้ จากการนำของวงดนตรีอย่างเช่น The Byrds, The Cream, The Paul Butterfield Blues Band จากนั้นก็มุ่งเข้าสู่ยุค Psychedelic อย่างเต็มตัวจากเพลงของ The Beatles, Jefferson Airplane, The Grateful Dead, The Doors, Pink Floyd, Jimi Hendrix และ Janis Joplin อีกสิ่งที่สำคัญในการพัฒนาดนตรีร็อคในช่วงนี้ คือ ดนตรีโซล (Soul) จากบริษัทแผ่นเสียง Stax1 ซึ่งได้นำจังหวะเพลงที่เต็มเปี่ยมด้วยพลัง เข้ามาสู่เพลงร็อค และแนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกันอย่างแทบไม่น่าเชื่อ

Rock, Hard Rock, Heavy Metal, Soft Rock ตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 70 เป็นต้นมา ไม่มีใครหยุดยั้งร็อคแอนด์โรลล์ได้ มันเจริญ เติบโตด้วยตัวของมันเองส่วนหนึ่งและอีกส่วนหนึ่งเกิดจากการผสมผสานกับดนตรี รูปแบบอื่น อย่างไร้พรหมแดน แต่อย่างน้อยเราก็เห็นว่า มันมีแนวทางที่ชัดเจนอยู่ 2 อย่างคือ Hard Rock เป็นดนตรีที่หนักหน่วง และ Soft Rock เป็นร็อคที่นุ่มนวลกว่า

Hard Rock, Heavy Metal ในทางด้านดนตรีนั้น ทั้ง Heavy Metal และ Hard Rock มีความใกล้เคียง กันมาก จนแทบจะแยกกันไม่ออก โดยทั้งสองแนวนี้จะใช้เสียงในการเล่นที่ดัง เครื่องดนตรีส่วนใหญ่ จะเป็นกีตาร์ เบส และกลอง บวกกับเสียงร้อง ที่ต้องใช้พลัง มีสิ่งหนึ่งที่พอจะแยกความแตกต่างระหว่าง Heavy Metal กับ Hard Rock คือ ดนตรีในแบบ Hard Rock นั้น จะมีเสียงของดนตรีบลูส์ และร็อคแอนด์โรลล์ ปะปนอยู่ แต่ใน Heavy Metal นั้นมีน้อยมาก

ใน ช่วงต้นยุคทศวรรษ 70 นั้น Heavy Metal ซึ่งได้เติบโตมาจาก Hard Rock ก็เจริญงอกงามและได้วางรากฐานของตัวมันเอง ด้วยการเล่นที่ดุดัน หนักหน่วง ร้อนแรง ผู้ฟังส่วนใหญ่เป็นวัยหนุ่มสาว ที่ต้องกาารสื่อสารกับคนภายนอก แสดงออกชัดอย่างโจ่งแจ้งทางอารมณ์และความคิด สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่ และแหวกขนบธรรมเนียมของสังคม ที่ผ่านมานั้นมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งแง่บวกและ แง่ลบกันอยู่เสมอเกี่ยวกับดนตรี Heavy Metal หากแต่ดนตรีประเภทนี้ก็ยังมี การพัฒนาต่อเนื่องและเป็นที่ยอมรับ มาเรื่อยๆ

ตั้งแต่ 1970 เป็นต้นมา ดนตรี Hard Rock และ Heavy Metal ได้ แตกแขนงออกไปจนมีลักษณะเฉพาะของตัวเองแยกออกไปเป็นชื่อต่างๆ ที่เรียกตาม ลักษณะดนตรี บางครั้งแบ่งตามลักษณะของการแต่งตัว แบ่งตามลักษณะของเนื้อหา ซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างกันได้แก่ Glam Rock, Arena Rock, Boogie Rock, Pop- Metal, British Metal, Thrash, Neo-Classic Metal, Speed Metal, Death Metal, Guitar Virtuoso, Progressive Metal, Punk Rock, Rap Rock. Soft Rock

Soft Rock เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในตอนต้นของปี 1970 มีลักษณะเพลงที่เรียบง่าย ทำนองรื่นหู มีความสวยงาม อ่อนโยน และเป็นที่ชื่นชอบของผู้ฟังทั่วไป ศิลปินที่ มีชื่อเสียงและทำให้คนยอมรับเพลงเหล่านี้ ได้แก่ The Carpenters, Bread, Carole King, The Eagles, Elton John และ Chicago ซึ่งสร้างผลงาน ดนตรีที่มีความเรียบง่ายหากแต่มีความไพเราะและกลายเป็นบทเพลงที่ยิ่งใหญ่ใน เวลาต่อมา กลายเป็นจุดเริ่มต้นของงาน ที่ให้ความสำคัญกับความอ่อนหวานในบทเพลง ตลอดทศวรรษที่ 70 ดนตรีร็อคได้มีการพัฒนาและแตกแขนงกลายเป็นดนตรีอีกหลาย แนว โดยมีชื่อเรียกต่างกันออกไป ได้แก Pop Rock, Pop Dance, Dance, Easy Listening, Folk Rock, Jazz Rock , Disco และอื่นๆ

ปัจจุบันดนตรี Rock ได้วางรากฐานไว้ในดนตรีแทบทุกประเภท โดยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ดนตรี ร็อคยังคงพัฒนาไม่หยุดยั้ง และคงยังได้รับความนิยมอยู่เสมอมาIt's Only Rock 'n' Roll (But I Like It)

วิวัฒนาการของร็อกและแนวย่อยที่ได้รับความนิยมในช่วงเวลาต่างๆ

กลางยุค 50

1.ร็อกแอนด์โรล เช่น เอลวิส เพรสลีย์ ,เจอร์รี ลี ลีวิส เป็นต้น

กลางยุค 50 ถึงต้นยุค 60
1.British rock ยุค 60
2.garage rock ยุค 60
3.Surf music ยุค 60

1963 - 1974
1.Folk rock
2.Psychedelic rock
3.Progressive rock
4.Soft rock
5.Hard Rock
6.Glam Rock
7.Heavy Metal

กลางถึงปลายยุค 70

1.Progressive rock
2.Progressive Metal
3.Arena Rock
4.Punk rock
5.New Wave
6.Post Punk

ยุค 80s
1.Glam metal
2.Instrumental rock
3.Gothic
4.Alternative music และ กระแสเพลงอินดี้

ต้นถึงกลางยุค 90 Alternative เข้าสู่กระแสหลัก
1.Grunge เช่น Nirvana
2.Modern rock
3.Britpop เช่น Oasis , Blur , ทราวิส
4.Indie rock
5.Stoner rock เช่น Queens of the Stone Age

1994-1999
1.Pop punk เช่น Simple Plan, Sum41, Blink-182
2.Post-grunge เช่น Foo Fighters, Everclear
3.Rapcore และ Nu metal เช่น วง Limp Bizkit, Korn, Linkin Park
4.Hardcore เช่น วง Hatebreed

2000-ปัจจุบัน
1.Garage rock revival เช่น Jet
2.Post-punk revival เช่น Good Charlotte
3.Metalcore เช่น วง Norma Jean
4.Emo เช่น วง Story Of The Year ,Funeral For a Friend
5.Screamo เช่น วง Underoath , Saosin, The Use


แนวดนตรี rock ทุกแขนง
Hard Rock
Hard Rock หนึ่งในรูปแบบของดนตรีจังหวะ Rock and Roll ในยุค 1960 ดนตรี Rock ได้แตก
แขนงขึ้นมากมาย Hard rock ความนิยมสูงที่สุดในระหว่างปี 1969 และ 1985
Hard Rock จำกัดความอย่างง่ายๆ คือดนตรีมีนำดนตรีร๊อคนำมาเล่นในหนักขึ้น และ ได้เป็นต้นแบบของ
ดนตรี Heavy Metal แต่มีความแตกต่างเล็กน้อย คีย์ที่ปรับบ่อยๆ สเกลที่ใช้บ่อยๆ คือ Pentatonic
scale สำหรับการสร้างดนตรีนี้เริ่มจาก การใช้ Power chord จากแทนที่จะเล่นคีย์ธรรมดาแต่ปรับมาเล่น
ต่างจากปกติ 4-5 คีย์ ของ สเกล
Hard Rock มักจะใช้ effect เสียง Trebly Overdrive บนกีตาร์ กลอง ตีอยู่ใน 100 - 150 Beats ,
กับ 120 BPM โดยทั่วไป โดยปกติโดยปกติเสียงโทนต่ำใน Bass guitar เสียงความอบอุ่นและเป็นลักษณะ
ของเพลงโทนต่ำ เหล่านั้นที่ค้นพบในดนตรี Hard Rock และ Heavy Metal ในต่อมาด้วย
ในบทเพลงจะมีคล้าโคลงโดยเริ่มจาก intro , verse1 , chorus1 , verse2 , chorus2 , solo ,
chorus3 และ ending หรืออาจจะวนมาที่ Chorus2 อีกรอบก็ได้
ในขณะดนตรีฮาร์ดร๊อคเกิดขึ้นก็ได้มีสายต่างๆแยกมาด้วยเช่นกัน เช่น Punk rock , Grunge ,
Industrial rock และ Heavy Metal อีกด้วย ซึ่ง Hard Rock ได้พัฒนามาเป็น Heavy Metal ใน
เวลาต่อมา
วง Hard Rock ที่แนะนำ
Black Sabbath , Deep Purple , Queen , Led Zeppelin , Van Halen , The Stooges
, MC5 , AC / DC , Gun ‘N Roses , Jimi Hendrix , The Who , Thin Lizzy , Aerosmith ,
Def Leppard , UFO , Cream etc.
Heavy Metal
Heavy Metal คือดนตรีรูปแบบหนึ่ง รูปแบบของเพลงคือความบ้าคลั่ง,จังหวะที่กำลังขับ ของ Rhythm
อันหนักหน่วง และที่ดังขึ้นอย่างมากของ Effect Distorted ของกีตาร์ Heavy metal คือการพัฒนา
หนึ่ง การพัฒนาของ Blues rock , Rock and Roll และ Prog rock แหล่งกำเนิดของมันอยู่ในสาย
Hard Rock ซึ่งระหว่าง 1967 และ 1974 หยิบเอา Blues rock , Rock and Roll มาสร้างลูกผสม
กับ Rock อีกด้วย กีตาร์ และ กลอง คือส่วนสำคัญของ Heavy metal มีความนิยมของมันใน 1980's
ระหว่างนี้ Heavy Metal ยังคงมีโลกมากมายและไม่มีวันตาย โดยมีแฟนๆหรือเรียกว่า Metalheads
และ Headbangers เป็นผู้ฟัง และ สนับสนุนต่อไปเรื่อยๆ
วง Heavy metal ที่แนะนำ
Decapitated , Black Sabbath , Metal Church , King Diamond , Manowar ,
Motorhead , AC/DC , Ozzy Osbourne , Primal Fear , Mercyful Fate etc.
Speed Metal

Speed Metal คือประเภทของ Heavy Metal ซึ่งคล้ายกับ Thrash Metal ซึ่งไม่ตั้งใจให้ไพเราะและ
แสดงอิทธิพลเล็กน้อยของดนตรี Punk rock วง Judas Priest และ Accept คือซึ่งได้รับการพิจารณา
จะผู้พัฒนาหลักของประเภทนี้ โดย Judas Priest ได้ออกอัลบั้ม Painkiller ออกมาในปี 1990's คือ
ตัวอย่างที่ดีจากประเภทนี้ โดยการผสม Riff ไวนรก โดยมีเสียงร้องของ Rob Halford เสียงแหลมสุดๆ
แบบ Heavy แต่ Speed จะเร็วกว่าเยอะ
วง Motorhead ได้ form วง ในปี 1975 โดยเล่น Speed Metal ผสมกับ ดนตรี Punk หรือเรียก
sound แบบนี้ว่า Heavy punk-influenced sound ซึ่ง เมทัลสายนี้ แบ่งแยกได้ยากมากๆ และส่วน
มากจะเรียกรวมกับ Thrash ว่า Speed Thrash Metal ไปเลย
Thrash Metal
Thrash Metal คือดนตรี ประเภทย่อย ของ Heavy Metal แหล่งกำเนิดของ Thrash Metal เกิดขึ้น
ใน 1970's และเสื่อมใน 1980's ล่าสุดเมื่อเริ่มต้นของวงต่างๆ ก็มีการรวบรวมวงต่างๆในฝั่งอังกฤษ และใช้
ชื่อว่า NWOBHM ย่อมาจาก New Wave of British Heavy Metal ดนตรี Thrash metal เป็น
สายที่มีความก้าวร้าวมาก คล้ายกับ Speed Metal ที่กล่าวไว้ข้างต้น
Thrash metal ถือว่าเป็นเมทัลแขนงหนึ่งที่จัดได้ยาก เพราะมีการนำดนตรีอื่นๆเข้ามาผสมมากมาย แฟนๆ
จำนวนหนึ่งและนักดนตรีมีความคิดมั่นคงของประเภทนี้ ได้ต่อต้านวงที่นำดนตรีอื่นๆเข้ามาผสม Thrash
แท้ๆ อาจเป็นเพราะไร้ประโยชน์ ก็ได้ เช่นการนำ ดนตรี Hardcore , Punk , Classical และ Jazz เข้า
มาผสม
โดยทั่วไป พื้นฐานแห่งดนตรีของ Thrash ประกอบด้วยความเร็ว และเสียงโทนต่ำ กีตาร์เร็วขยี้และความซับ
ซ้อน Riff กีตาร์ด้วยบางครั้งทำให้เป็นชั้นสูงเพลงร้องแล้วเล่นกีตาร์ไปพร้อมกันเลย
โดยปกติความเร็วพื้นฐานของกลองในรูปแบบ Thrash Metal นี้อยู่ใน 1/2 beat หรือ 2nd และ 4th
beats ของเครื่องมือวัด ใช้กลองเสียงต่ำกว่าใช้ธรรมดาอีกด้วย และใช้ กระเดื่องคู่ ตีกลองแบบสับๆดนตรี
Thrash นี้ เป็นต้นกำเนิดของสายเมทัลอีกมากมายเช่น Death Metal , Black Metal ก็โดยวง
Slayer , Venom ฯลฯ
วง Thrash metal ที่แนะนำ
Destruction , Kreator , Sodom , Anthrax , Megadeth , Metallica , Slayer ,
Annihilator , Artillery , Coroner , Dark Angel , Death Angel , Exodus , Nuclear
Assault , Overkill , Sadus , Sepultura ,Skitzo , Stormtroopers Of Death , Pantera ,
Testament , Vio-lence , Voivod , Venom etc.

Death Metal
แนว Death มีลักษณะที่ ใกล้เคียงกับ Black แต่ว่าเนื้อหาของ Death จะเน้นไปที่ การกระทำมากกว่า
Black พูดง่ายๆ
Death เน้น กระทำ ส่วน Black เน้น ทางความคิด เน้นเนื้อหาไปทางความตาย การหลอกหลอน การทำลาย
ล้าง เลือด
Sound จะบาดหูทำลายทำร้าย เยื่อหู
แนะ นำ Morbid Angel , Vader , Death
Black Metal
แนว Black แนวนี้ เน้นเนื้อหาที่ลึกลับ เรื่องเล่า ตำนานโบราณ ปีศาจ ภูติผี ภูติ
การ บูชาซาตาน พิธีกรรมมืด ใช้ Sound ในโทนต่ำ ดูม่นหมอง
และการเหยียดหยาม ทุกศาสนา อย่างตรงไปตรงมา การทำลายล้างความ สันติสุข นิยมสงคราม การฆ่า
ส่วนใหญ่อยู่แถว สแกนดิเนเวีย
แนะนำ Mayhem , DarkFuneral , Marduk
Power Metal
เป็นเมทัลที่มีรีฟกีตาร์หนา และอื่นๆ(บอกไม่ถูก) เช่นวง Iron Maiden Helloween
มี2สายนะ คือ Power Thrash ในรู้แบบของ Pantera (วงโปรดผม) ในไทยก็มี Clone (โคลน)
Heavy Power Metal ด้วย

Industrial Metal
ต้นกำเนิดมาจากซาวนด์ในโรงงานอุสาหกรรมบวกกับความคับแค้นของสังคมเมือง ดนตรีสายนี้มีอายุมานานเช่นกัน
แต่ได้รับความนิยมน้อยลง มี วง Fear Factory ในไทยก็ Nerve นี้ละ

Doom Metal
เป็นดนตรีคล้ายๆเพื่อชีวิต เนื้อหาจะเกียวกับชีวิตอาจเป็นความตายได้ในบางครั้ง ทรงพลัง แต่ ช้าเนิบๆ
รีฟยานๆ นั้นละคือจุดเด่น ของดูมเมทัล ไมเน้นความไว อาจมี คีบอร์ดหรือ อะคูสติกกีตาร์ ด้วย

Gothic Metal
เป็นดนตรีเมทัลที่แยกมาจากสาย Doom , Black มีลักษณะ ดนตรีแห่ง ความโศกเศร้า หลอนจิต จะพิถีพิถัน
ดนตรีมากๆ แบบซิมโพนิก โครงสร้างจะเป็นซาวนด์ในยุคคลาสสลิก มีคีบอร์ดเป็นตัวเด่น และสามารถนำไป
ผสมกับแนว Death/Black ได้ด้วยเช่นกัน
สายเสริมของดนตรี เมทัล
Melodic Metal
เป็นเมทัลฟังง่าย ติดหูไว ไม่ได้เน้นความโหด จะเป็นทำนองสวยงาม พลิ้วไหวในการโซโล รีฟคมชัด
อาจมีเปียโน,คีบบอร์ด ด้วย
เช่นวง In Flames ,Amon Amarth ,Children of Bodom, Angra จะมีหลายสายเหมือนกันเช่น
Melodic Power,Melodic Death เป็นต้น

Gore metal
Gore metal อันนี้ต้องยกยอดไปรวมกับ Brutal เพราะว่าจะเน้นดนตรีที่รวดเร็ว กดประสาท เสียงต่างๆ
ประดังเข้ามา จนปวดกะโหลก เสียงร้องที่ สำราก กดตำ ตะโกน เหมือนกำลังจะตาย แต่ว่า ภาคดนตรีรับประกันความ ปึ๊ก!
เพราะจะเล่นแนวนี้ได้เอ็งต้อง เก่งโคตรอย่างแน่นอน ( สงสารหลอดลม นักร้องนำที่สุด ) ขอแนะนำ
Disgore ของอเมริกา เป็น กอร์เมทั่ล พันธ์แท้
สุดท้าย ของแนวดนตรี Rock ด้วย
Brutal Death
เป็นแนวดนตรีที่มาจาก Death Metal แท้ๆแต่เอามาสำรอกจนฟังไม่รู้เรื่องและจะเน้นในคีย์ต่ำๆ แต่บางช่วงจะแว๊กออกมาแหลมๆบ้างแต่น้องกว่ากดเสียงต่ำๆ และกลองจะเน้นเร็วเพียงอย่างเดียว(พลังไม่ต้อง มั่ว+รกเดี๋ยวโหดเอง) สังเกตุว่าแนวนี้จะมีเสียงสแนร์ที่รัวตลอดเวลา ท่อนส่งจะรัว Tom ทุกไปไล่เสียงไป หาฟังได้จากวง Canibal Corpe , Broken Hope
Gore Grind(Death)
อยู่ใน ไกรน์คอร์อยู่แล้ว แต่แตกมา แต่โหดร้ายกว่า บลูทัล และ ไกรน์คอร์ อีก สายพันธุ์นี้แยกยาก จะสับสนกับ บูลตัล และ ไกร์นคอร์ เสียงร้อง,โครงสร้างไม่ต่างกันมากนัก ไม่เน้นเทคนิกแบบบูลทัล ชอบมีซาวนด์สยองขวัญ นำมาเป็นไตเติล ดูง่ายๆตรงเนื้อเพลง เกียวกับ การ หั่น,สับ,ควักไส้ เช่น Mortician Porn Grind (Death) เหมือนกับ ไกรน์คอร์ แต่ต่างตรงที่เนื้อหาจะเกียวกับ ความวิปริตทางเพศ เช่นวง Lividity ไทยก็มี She's Gorn

และนั้นเป็นประวัติคร่าวๆของดนตรีชาวROCKและเราจะนำเสนอเรื่องราวต่างๆ
ให้ท่านชมในตอนต่อไป